กรณีศึกษา

เบื้องหลังภารกิจสู้โควิด19 เพื่อมวลมนุษยชาติ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ (EID)

ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาโลกเผชิญหน้ากับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ (Emerging Disease) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งไวรัสซิกา ไวรัสอีโบลา ไวรัสเมอร์ส และล่าสุดที่มวลมนุษยชาติกำลัง ประสบอยู่นั้นคือโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดใหญ่จนมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 219 ล้านคน และคร่าชีวิตคนหลากชาติพันธุ์ไปแล้วกว่า 4.55 ล้านคน ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เชื้อไวรัสเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วคือความรุดหน้าแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในโลกไร้พรมแดนที่เอื้อให้การทำกิจกรรมและการเดินทางไปมาหาสู่กันทั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว จนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในหลายประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

ประเทศไทย ในฐานะหมุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องเผชิญกับการรับเชื้อโรคข้ามพรมแดน จากการเปิดข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในช่วง 3-4 ปีก่อนที่จะมีการระบาดใหญ่ของเชื้อโคโรนาไวรัส  ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้อาจเป็นพาหะนำโรคอุบัติใหม่ติดเชื้อจากคนสู่คนข้ามพรมแดนเข้ามาด้วยเช่นกัน การเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่จึงเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานในแวดวงสาธารณสุขไทยเทศตระหนักและขานรับเป็นวาระที่จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายพัฒนาความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมโรคที่อาจเกิดขึ้นใหม่ ระงับยับยั้งก่อนแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์ จึงได้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.2559 (https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/en/ec/thai-red-cross-emerging-infectious-diseases-health-science-centre/)  ทำงานควบคู่กันกับศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน เพื่อดำเนินการเชิงรุกเข้าถึงแหล่งกำเนิดโรค (upstream operation) และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ผ่านการสร้างความร่วมมือในระดับโลก (global collaboration) ซึ่งศูนย์นี้มีบทบาทสำคัญช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 จากสนับสนุนสอบสวนโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณาสุข ให้สามารถตรวจยืนยันผู้ป่วยติดเชื้อโรค COVID-19 และยืนยันผลจากการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส เพื่อเป็นข้อมูลให้กับกระทรวงสาธารณสุขใช้ควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้ทันท่วงที

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, Member of the WHO Expert Advisory Panel on Rabies และ WHO member of the International Health Regulations Roster of Experts as an expert in Human-animal interface (Zoonoses) กล่าวว่า “เชื้อก่อโรคในมนุษย์กว่าร้อยละ 70 เกิดจากสัตว์ และปัจจุบันยังมีเชื้อไวรัสที่ยังไม่สามารถระบุชนิดหรือสายพันธุ์ได้อีกกว่า 500,000 ชนิด ซึ่งอาจพัฒนาเป็นเชื้อก่อโรคจากสัตว์สู่คนและกลายเป็นโรคอุบัติใหม่ได้ในที่สุด ดังนั้น การตรวจและออกสำรวจเพื่อให้รู้ว่าสัตว์ประเภทใดก่อโรคชนิดใดในมนุษย์จะช่วยให้เราสามารถนำมาเทียบเคียงความชุกของพื้นที่ที่อาจจะเกิดโรคได้ นำไปสู่การสร้างมาตรการป้องกันโรค พร้อมกำหนดพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ความก้าวหน้าของงานเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่เชิงรุกในประเทศไทยของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ เป็นผลมาจากการพัฒนาความร่วมมือทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง

1) องค์การอนามัยโลก (World Health Organization): สนับสนุนการทำงานขององค์การอนามัยโลกด้านการวิจัยและการตรวจวินิจฉัยยืนยันโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน พร้อมให้คำปรึกษาและจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในฐานะกรรมการผู้เชี่ยวชาญแก่ประเทศสมาชิกของ WHO – Regional Office for South-East Asia จำนวน 11 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และไทย

2) United States Agency for International Development (USAID): สร้างเครือข่ายงานวิจัยโรคอุบัติใหม่ในต่างประเทศ ผ่านการดำเนินโครงการวิจัย PREDICT พัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นนวัตกรรมการวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสชนิดใหม่และตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ทราบสาเหตุ เช่น ประยุกต์ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19

3) กระทรวงกลาโหมแห่งสหรัฐอเมริกา: พัฒนางานวิจัยและห้องปฏิบัติการโรคอุบัติใหม่ ตลอดจนเครื่องมือวิทยาศาสตร์แบบครบวงจร เพื่อการวิจัย วินิจฉัย และเฝ้าระวังโรค อาทิ ธนาคารตัวอย่างโรคติดเชื้อ ธนาคารเชื้อไวรัส การตรวจวินิจฉัยด้วยแนวทางอณูชีววิทยา การถอดรหัสพันธุกรรมไวรัส การเพาะเชื้อไวรัสเพื่อวินิจฉัยโรค และการสร้าง Clinical Genomics Integration Platform เป็นต้น

4) กระทรวงสาธารณสุขไทย:  ขยายผลการวิจัยระดับชาติไปสู่ชุมชนท้องถิ่นโดยพัฒนาการตรวจวินิจฉัยไวรัสซิกาจากตัวอย่างอื่นนอกจากเลือดและปัสสาวะ ได้แก่ น้ำนม รก น้ำคร่ำ เยื่อสมอง น้ำอสุจิ น้ำลาย และน้ำตา

จากการพัฒนางานเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ และภาคีเครือข่าย ได้พลิกโฉมการดำเนินงานของบุคลากรทางการแพทย์ไทยให้ตื่นตัวสามารถรับมือกับโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด19 ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรการป้องกันโรคและการกำหนดพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ล่าสุดจึงได้พัฒนาชุดตรวจเชื้อโควิด19 ที่พัฒนาวิธีการตรวจหาชิ้นส่วนของโปรตีนของโควิด-19 และโปรตีนตอบสนองการติดเชื้อในน้ำลายและจากตัวอย่างอื่น  โดยใช้เครื่องมือตรวจวิเคราะห์ขั้นสูงผ่านกระบวนการแมสสเปกโตรเมตรี (Mass Spectrometry) ตรวจจับไวรัสได้ในตัวอย่างจำนวนมากโดยใช้เวลาไม่นาน สามารถตรวจพบโปรตีนจากไวรัสและโปรตีนตอบสนองต่อทั้งไวรัสโควิดสายพันธุ์ปกติ รวมทั้งสายพันธุ์อินเดีย อังกฤษ และแอฟริกาใต้ได้ผลดีเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการตรวจด้วยพีซีอาร์ในตัวอย่างที่ได้จากการแยงจมูกและลำคอ สามารถนำมา ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพ และมีความสะดวกในการเก็บตัวอย่าง เช่น น้ำลาย ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน ประหยัดงบประมาณในการตรวจคัดกรองคนจำนวนมาก เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม และองค์กรขนาดใหญ่ได้

ที่มา:

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความที่เกี่ยวข้องฉบับก่อนหน้า:

http://www.sustainability.chula.ac.th/report/961/

รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง:

อื่นๆ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนเพื่อสังคม

โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหาร อาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ของคณะ สถาบันวิจัย และหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ในการดำเนินการ ซึ่งเน้นการถ่ายทอดนวัตกรรม องค์ความรู้ การบูรณาการการเรียนการสอนและการวิจัยออกสู่สังคม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของสังคมประเทศไทยสู่การพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความร่วมมือกับ NGOs เพื่อจัดการงานด้าน SDGs ผ่านหลากหลายโครงการและกิจกรรมของจุฬาฯ ปี 2567-2568

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยบูรณาการการทำงานระหว่างภาควิชาการและภาคสังคม ผ่านโครงการและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งด้าน โครงการอาสาพัฒนานิสิต การดำเนินงานวิจัยเพื่อการพัฒนา และการสร้างองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

หลักสูตรความรู้และการจัดกิจกรรมรณรงค์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเรื่องของผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน ทั้งในแง่ของการเกิดพิบัติภัยจากสภาพอากาศที่รุนแรงโดยตรง และภัยพิบัติอื่น ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประชาคมโลกได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการแก้ไข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ศิลปะบำบัด ปลดปล่อยความวิตกกังวลจากเหตุการณ์วิกฤต

หลายคนที่เคยประสบกับเหตุการณ์วิกฤตไม่ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าบำบัดรักษาสุขภาพจิต เนื่องจากค่านิยมในสังคมเป็นสาเหตุที่สำคัญทำให้ผู้คนที่ได้รับความบาดเจ็บทางอารมณ์จากเหตุการณ์รุนแรงไม่เข้ารับการบำบัด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีความเชื่อว่าการเข้ารับการบำบัดหมายถึงการเป็นคนบ้าหรือมีสภาพจิตใจที่อ่อนแอ การปรับทัศนคติในเรื่องนี้กับผู้คนในสังคมมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้การบำบัดสุขภาพจิตสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเป็นที่ยอมรับ

ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของคุณ (ตั้งค่า)

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

Accept All
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • Necessary cookies
    เปิดใช้งานตลอด

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ

Save